บัตรเครดิต

บัตรเครดิต  สินเชื่อ   ประกัน กองทุนรวม  
   |    ประกันภัย    |    บัตรเครดิต    |    บัตรเบิกเงินสด    |    สินเชื่อ    |    โอนหนี้    |    สินเชื่อเคหะ    |    ลงทุน    |
Partnership : thingdd
 Help
 Navigator :  หน้าแรก > บัตรเครดิต

การเลือก บัตรเครดิต


มี "บัตรเครดิต" มากมายหลายชนิดให้ผู้บริโภคเลือก ไม่ว่าจะเป็นบัตรที่มอบ อัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นพิเศษ หรือยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี บัตรเครดิต ที่คืนเงินตามปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร (Cash Back) บัตรร่วมธุรกิจ บัตรทอง บัตรแพลทตินั่ม และอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน

การเลือกถือบัตรเครดิตควรพิจารณาถึงผลกระทบที่บัตรเครดิตอาจมีผลคต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณ ก่อนตัดสินในเลือกบัตรชนิดใดชนิดหนึ่ง และลองทบทวนแง่มุมต่างๆ ก่อนที่จะเลือกบัตรเครดิตสักใบมาใช้


 
สมัครบัตรเครดิต











บัตรเครดิต บัตรคุณประโยชน์ หรือก่อหนี้ในครัวเรือน

โดย พ.ต.อ.สุรเชษฐ ชีรวินิจ ส่วนวิชากฎหมาย โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มติชนรายวัน วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9951

ในยุคที่มนุษย์เรายังไม่รู้จักใช้เงิน การได้มาซึ่งสิ่งอำนวยความสุขหรือสิ่งยังชีพกระทำด้วยวิธีการแลกเปลี่ยนเท่านั้น ต่อเมื่อมีการคิดค้นสื่อกลางที่นำมาใช้ในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความสะดวก "เงินตรา" ก็เป็นสื่อกลางที่มนุษย์เรานำมาใช้จนทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม เงินตราก็มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงรูปแบบต่างๆ เพื่อความสะดวกขึ้นอีกรวมทั้งความปลอดภัยในการพกพา และความปลอดภัยจากการที่จะถูกปลอมแปลงด้วย

ใช่ว่าเงินตราที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ จะสะดวกและปลอดภัยที่สุด ในปี พ.ศ.2547 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีคนคิดค้นสื่อกลางอีกรูปแบบหนึ่ง สามารถนำมาใช้แทน "เงินตรา" ได้อย่างดี และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายกันทั่วโลก และรู้จักกันในรูปแบบของ "บัตรอเนกประสงค์"

บัตรเครดิต สามารถให้ทั้งความสะดวกในการพกพา และปลอดภัยต่อการถูกโจรกรรมกับผู้ถือบัตรได้มากกว่า "เงินตรา" และใช้แทนเงินสดได้ไม่ต่างไปกว่าเงินตรา บัตรเครดิต ยังแสดงฐานะทางการเงินที่น่าเชื่อถือให้กับผู้ถือบัตรได้อีกด้วย

นอกจากนี้ในประการที่เงินตราไม่มีก็คือ บัตรเครดิต สามารถมีเงินงอกเงยขึ้นจากการซื้อสินค้าด้วย เช่น การได้รับส่วนลดจากการใช้บัตรที่ผู้ออกบัตรเสนอให้ การได้ของขวัญของสมนาคุณจากการใช้บัตร หรือดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น ในขณะที่ยังไม่ถูกหักบัญชีหรือครบกำหนดชำระเงิน

บัตรเครดิต มิใช่เพียงให้ประโยชน์กับผู้ถือบัตรเท่านั้น ผู้ที่ได้ประโยชน์อีกรายก็คือร้านค้า แม้ว่าร้านค้าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการรับ บัตรเครดิต บ้าง แต่เมื่อเทียบกับการได้ขายสินค้าผ่าน บัตรเครดิต แล้ว เรียกว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เพราะทำให้ผู้ที่ไม่ได้พกเงินสดติดตัวมามากเพียงพอสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันร้านค้าที่ไม่รับ บัตรเครดิต ก็ยากที่จะขายสินค้าได้ เพราะประชาชนส่วนใหญ่นิยมใช้ บัตรเครดิต แทนเงินกันมากขึ้น

แต่ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือ ผู้ออก บัตรเครดิต ซึ่งมีทั้งที่เป็นธนาคารพาณิชย์หรือที่ไม่ใช่ธนาคาร (non bank) ประโยชน์ที่เกิดขึ้นมาจาก ค่าธรรมเนียมการใช้ บัตรเครดิต ที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตร ค่าธรรมเนียมการรับ บัตรเครดิต ที่ได้จากร้านค้า ค่าปรับที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตร รวมทั้งดอกเบี้ยผิดนัดที่เกิดจากผู้ถือบัตรไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าผู้ถือบัตร ร้านค้าที่รับบัตร และธนาคารหรือบริษัทที่ออก บัตรเครดิต ต่างก็ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราเรียกว่า "บัตรเครดิต" กันทั้งนั้น สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการแข่งขันกันหาลูกค้าผู้ถือบัตรของผู้ออกบัตร มีทั้งหยิบยื่นประโยชน์ให้ ไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้า ของขวัญ รางวัลที่ให้กับผู้ถือบัตรเมื่อได้ใช้บัตรซื้อสินค้าถึงจำนวน และวงเงินที่กำหนด

นั่นคือมุมมองที่เห็นในส่วนของประโยชน์ที่เกิดขึ้นจาก บัตรเครดิต ในอีกมุมมองหนึ่งที่เห็นก็คือ ความเสียหาย หรือภัยที่เกิดขึ้นจาก บัตรเครดิต ต้องยอมรับว่าอะไรที่มีประโยชน์มาก ก็มีภัยอย่างมหันต์เช่นกัน

พิษภัยประการแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ภัยที่เกิดขึ้นจากการก่ออาชญากรรมกับ บัตรเครดิต เช่นการขโมยบัตร ขโมยข้อมูลใน บัตรเครดิต การปลอมแปลง บัตรเครดิต ของผู้อื่นแล้วนำไปใช้ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการเงิน เป็นภัยร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งผู้ออกบัตร ร้านค้า และผู้ถือบัตร ในแต่ละปีคิดเป็นมูลค่ามหาศาลทีเดียว

ในเรื่องของอาชญากรรม บัตรเครดิต ผู้ออกบัตรก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะป้องกันการปลอมแปลง บัตรเครดิต ด้วยการนำเอาแถบรหัสแม่เหล็กซึ่งเป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ถือบัตรฝังลงใน บัตรเครดิต แต่ก็ไม่อาจป้องกันได้ บัตรเครดิต ปลอมยังมีให้เห็นกันตลอด

เคยมีผู้ออกบัตรรายหนึ่งทำเป็นหนังสือแจ้งกับผู้ถือบัตรของตนเองว่า ขอยกเลิก บัตรเครดิต ที่ถือเพื่อออกบัตรให้ใหม่ เหตุผลเป็นเพราะผู้ถือบัตรนำบัตรไปใช้ซื้อสินค้าที่ประเทศเพื่อนบ้านประเทศหนึ่ง และเชื่อว่า บัตรเครดิต ที่นำไปใช้ ถูกก๊อบปี้รหัสไปเรียบร้อยแล้ว ก็ลองคิดดูซิว่า เมื่อผู้ถือบัตรไม่กล้าใช้บัตรในประเทศดังกล่าว โอกาสที่จะขายสินค้าได้ และโอกาสที่จะได้เงินตราต่างประเทศ จะหมดไปเท่าใด

จนในที่สุด วงการ บัตรเครดิต ก็มีความเห็นว่าจะฝังชิปลงใน บัตรเครดิต เพื่อป้องกันการปลอมแปลง ก็ไม่รู้ว่าจะป้องกันได้แค่ไหน ก็ต้องรอดูกันต่อไป

ภัยประการต่อมาก็คือ เมื่อ บัตรเครดิต สามารถใช้แทนเงินสดได้ บัตรเครดิต ก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ถือบัตรเกิดความกล้า และอยากที่จะซื้อ กระตุ้นให้ผู้ถือบัตรเกิดความสุรุ่ยสุร่ายใช้จ่ายเกินตัว หากผู้ถือบัตรไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถือ บัตรเครดิต หลายๆ ใบ ปัญหาที่ตามมาก็คือเกิดหนี้สินล้นพ้นตัว สร้างความเดือดร้อนให้กับครัวเรือนเพราะค่าปรับและดอกเบี้ยทำให้ผู้ถือบัตรต้องแบกภาระหนี้สินเกินกว่าเงินต้นหลายเท่า เมื่อมีปัญหาการชำระหนี้ก็ต้องหันไปกู้เงินนอกระบบมาใช้คืน ปัญหาหนี้นอกระบบก็ตามมาอีก ซึ่งจะรุนแรงกว่าเก่ามากนัก นี่คือความเสียหายในด้านของผู้ถือบัตร

เมื่อผู้ถือบัตรไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผลกระทบย่อมหนีไม่พ้นผู้ออกบัตร เพราะได้ชำระหนี้ให้กับร้านค้าไปก่อนแล้ว เมื่อการเรียกเก็บไม่เป็นผล ผู้ออกบัตรก็ต้องว่าจ้างให้ทนายความฟ้องเป็นคดีต่อศาล และต้องว่าจ้างคนติดตามทวงหนี้ต่อไป ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานยอดคงค้าง สินเชื่อ บัตรเครดิต ไตรมาส 1 ปี พ.ศ.2548 ว่า ธนาคารพาณิชย์ไทยมียอดค้าง 44.5 ล้านบาท เพิ่มจากไตรมาส 1 ปี พ.ศ.2547 จำนวน 17.18 ล้านบาท

ธนาคารพาณิชย์ต่างชาติ มียอดหนี้ค้างชำระ 23.02 ล้านบาท เพิ่มจากไตรมาส 1 ในปี พ.ศ.2547 เป็นเงิน 16.18 ล้านบาท

และนอนแบงก์ 51.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 พ.ศ.2547 เป็นเงิน 28.91 ล้านบาท

ในขณะที่รายงานเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2548 ระบุว่ามียอด สินเชื่อ คงค้างรวม 118,581.-ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว 124.91 ล้านบาท

จุดมุ่งหมายของการออก บัตรเครดิต คือ ความไว้วางใจของผู้ออกบัตรต่อผู้ถือบัตรว่าจะอยู่ในระดับใด โดยมีวงเงินเป็นตัวกำหนดและจะกำหนดด้วยชนิดของบัตร ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้ถือบัตรไม่ต้องพกเงินเป็นจำนวนมาก โดยผู้ออกบัตรจะเป็นผู้ทำหน้าที่ชำระเงินค่าสินค้า และบริการให้ก่อน และเมื่อครบรอบบัญชีผู้ถือบัตร ก็จะต้องชำระให้กับผู้ออกบัตร เป็นวงจรอยู่อย่างนี้ โดยมิได้มีความประสงค์ให้ผู้ถือบัตรต้องใช้เงินเกินตัว

แต่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือทุกผู้ออกบัตรไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ไทย ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ หรือผู้ออกบัตรที่ไม่ใช่ธนาคาร(non bank) ต่างพยายามส่งพนักงานออกไปชักชวนสนับสนุนให้มีการถือ บัตรเครดิต ของตนเอง โดยไม่คำนึงว่าผู้ที่ไปชักชวนนั้นจะถือบัตรอยู่แล้วหรือไม่ กี่ใบ พร้อมทั้งแข่งขันกันให้ของสมนาคุณ

โดยปกติการให้ สินเชื่อ ของธนาคาร จะมีหลักประกันที่คุ้มกับหนี้ แต่ในขณะเดียวกันการให้ลูกค้าผ่อนชำระ ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะไม่ยอมให้ลูกค้าผ่อนชำระเกินกว่าร้อยละ 30 ของรายได้ ดังนั้น ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะรับรู้และเข้าใจในฐานะของลูกค้าเป็นอย่างดี โอกาสที่หนี้จะสูญก็เป็นไปได้ยาก เนื่องจากรายได้ของลูกค้าสามารถชำระหนี้ได้และคงไม่ยอมให้หลักประกันถูกยึด กรณีเช่นนี้ถึงแม้หนี้จะสูญก็เป็นส่วนน้อย

แต่หนี้ บัตรเครดิต ไม่เป็นเช่นนั้น การออก บัตรเครดิต ของธนาคารและที่ไม่ใช่ธนาคาร เป็นเรื่องที่ผู้ออกบัตรหยิบยื่นเครดิต ให้ผู้ถือบัตรนำไปใช้ซื้อสินค้า และบริการก่อน โดยที่ผู้ออกบัตรมิได้มีหลักประกันแต่อย่างใด ผู้ถือบัตรสามารถมีเครดิตซ้ำซ้อนจากผู้ออกบัตรหลายราย ในขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้คงมีเพียงเท่าเดิม

เช่นผู้ถือบัตรรายหนึ่งมีวงเงิน บัตรเครดิต 2 แสนบาท แต่การที่มี บัตรเครดิต ถึง 10 ใบ ทำให้สามารถมีวงเงินได้ถึง 2 ล้านบาท นี่คือความผิดพลาดของผู้ออกบัตรที่มีส่วนในการกระตุ้นให้มีการสร้างหนี้เกินกว่าฐานะโดยไม่มีความจำเป็น

คงต้องยอมรับว่า บัตรเครดิต มีความจำเป็นสำหรับผู้มีรายได้ในระดับหนึ่ง และก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถือเกินกว่า 1 ใบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ ผู้ถือบัตรจำนวนมากถือบัตรคนละหลายๆ ใบ บางรายมี บัตรเครดิต ถึง 10 ใบ ซึ่งจากการสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ คนไทยถือบัตรเฉลี่ยคนละ 1.3 ใบ

การออก บัตรเครดิต คงจะต้องนำหลักการของการให้ สินเชื่อ ของสถาบันการเงินมาปรับใช้ดูบ้าง การออก บัตรเครดิต ให้กับผู้ถือบัตรรายใดรายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรายเดียวหรือหลายรายออกให้ เครดิตของผู้ถือบัตรน่าจะอยู่ที่วงเงินตามฐานะของผู้ถือบัตรไม่ว่าจะถือกี่ใบก็ตาม เช่น ผู้ถือบัตรมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท ผู้ออกบัตรรายแรกอาจให้เครดิตในวงเงินถึง 5 เท่า คือ 150,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นปกติของธุรกิจ บัตรเครดิต แต่ที่ไม่ปกติก็คือผู้ออกบัตรรายต่อๆ มา อาจจะถึง 5 ราย ก็ให้เครดิตเช่นเดียวกันคือ 5 เท่า ทำให้ผู้ถือบัตรมีเครดิตสูงถึง 30 เท่าของเงินเดือน อย่างนี้ไม่ปกติแน่

ถึงเวลาแล้ว ที่ธนาคารหรือไม่ใช่ธนาคารที่ทำหน้าที่ออก บัตรเครดิต ควรจะต้องกลับมาใช้ข้อมูลของลูกค้าร่วมกัน และช่วยกันจำกัดมิให้ลูกค้ามีเครดิตเกินตัว เพราะเครดิตที่ให้มากเกินไปนั้น ไม่ต่างกับการยื่นภัยพิบัติให้กับผู้ถือบัตร ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงความเสียหายต่อครัวเรือน ต่อระบบสังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วย




 



สมัครบัตรเครดิต







ค้นหาบัตรเครดิตที่เหมาะกับคุณ
ประกันภัย
บัตรเครดิต
บัตรเบิกเงินสด
สินเชื่อ
โอนหนี้
สินเชื่อเคหะ
ลงทุน
   

รวมเรื่องน่าอ่าน บัตรเครดิต
บัตรเครดิตcredit card
แนะนำเครดิตส่วนบุคคล
การเลือกเครดิตส่วนบุคคล
การใช้เครดิตส่วนบุคคล
 สินเชื่อ รถยนต์Car Loan, Car Finance
กลยุทธ์ในการซื้อและขอ สินเชื่อ
พื้นฐานความรู้ สินเชื่อ
วิธีประเมินเครดิตโดยผู้ให้กู้
 สินเชื่อ เคหะHome Loan, Mortgage
แนะนำ สินเชื่อ เคหะ
พื้นฐานความรู้ สินเชื่อ
วิธีประเมินเครดิตโดยผู้ให้กู้
ประกันภัยInsurance
แนะนำการประกันภัย
ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับการประกันภัย
กลยุทธ์ในการเลือกซื้อประกันภัย

silkspan
สมัครบัตรเครดิต
สมัคร
สมัครบัตรเครดิต ฟรี!ค่าธรรมเนียม
และของสมนาคุณ
เงินเดือน15,000บาทก็สมัครได้
สินเชื่อส่วนบุคคล
สมัคร
สินเชื่อส่วนบุคคล กู้เงินก้อน อัตราดอกเบี้ยต่ำ ไม่ต้องใช้หลักประกัน
ประกันรถยนต์
สมัคร
ทำประกันรถยนต์ พรบ,ชั้น 1,ชั้น 3
พิเศษ!
ชั้น 1 ผ่อน 0%
silkspan
Link
เกมกระแสเงินสด
ชมรมพ่อรวย ริชแดดไทย
บัตรเครดิต
บทความ
บัตรเครดิต บัตรคุณประโยชน์ หรือก่อหนี้ในครัวเรือน
ทำไมข้อมูลบัตรเครดิตถูกขโมยได้?
บัตรเครดิต อัจฉริยะ
บัตรเครดิต

 

   |    ประกันภัย    |    บัตรเครดิต    |    บัตรเบิกเงินสด    |    สินเชื่อ    |    โอนหนี้    |    สินเชื่อเคหะ    |    ลงทุน    |
 Help
© บัตรเครดิต